ดาวเนปจูน เป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 8 ของระบบสุริยะ ถูกค้นพบจากการคำนวณก่อนพบจริง ในปี 1846 โดยชาวเยอรมันชื่อ Johann Galle ดาวเนปจูนมีขนาดใกล้เคียงกับดาวยูเรนัส โคจรรอบดวงอาทิตย์ประมาณ 164 ปีหมุนรอบตัวเอง15 ชั่วโมง 48 นาที และมีดาวบริวาร 2 ดวง คือ ไทรตัน และเนริด
ดาวเนปจูนโตเกือบเท่าดาวยูเรนัส มันเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ในระบบสุริยะ ดาวเนปจูนอยู่ห่างไกลจากโลกมาก จึงทำให้มองเห็นสลัวมาก ดาวเนปจูนสามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องสองตา มันดูคล้ายกับดาวฤกษ์ ยังไม่มียานอวกาศที่เคยไปยังดาวเนปจูน สิ่งที่เรารู้ทั้งหมดก็คือ ดาวเคราะห์ดวงนี้มองเห็นจากโลก จนในเดือนสิงหาคม ปี 1989 ยานวอเยเจอร์ 2 ได้ไปถึงดาวเนปจูน มันบินผ่านและส่งภาพและการวัดกลับมายังพื้นโลก ทำให้เรามีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับดาวเนปจูน กล้องโทรทัศน์ขนาดใหญ่แสดงให้เห็นแถบกลุ่มควันขาวที่หมุนรอบดาวเนปจูน กลุ่มควันประกอบด้วยมีเทนที่แข็ง บางครั้งกลุ่มควันเหล่านี้จะกระจายออกและปกคลุมดาวเนปจูนทั้งดวง ดาวเนปจูนจึงมีอากาศหนาวเย็นมาก
ส่วนโค้งและดาวบริวารของดาวเนปจูน
หลังจากที่ได้มีการค้นพบว่า ดาวยูเรนัสมีวงแหวน คนเริ่มมองหาวงแหวนรอบๆดาวเนปจูนเขาใช้กล้องโทรทัศน์มองดูดาวเนปจูนเมื่อมันเคลื่อนใกล้ดาวฤกษ์ ถ้าดาวเนปจูนมีวงแหวนมันก็จะผ่านด้านหน้าของดาวฤกษ์ วงแหวนแต่ละวงจะตัดแสงของดาวฤกษ์ชั่วขณะหนึ่ง ในปี 1981 นักคณิตศาสตร์คนหนึ่งได้เห็นการลิบหรื่ของดาวฤกษ์ ตั้งแต่นั้น คนบางคนได้เห็นการลิบหรื่แต่บางคนไม่เห็นอะไรเลย บางมีดาวเนปจูนอาจมีวงแหวนที่เป็นชิ้นส่วนที่แตกออกเป็นชิ้นๆมันอาจมีส่วนโค้งสั้นๆ แทนที่จะเห็นวงแหวนทั้งวง ส่วนโค้งจะหมุนรอบดาวเนปจูน
หลังจากที่ได้มีการค้นพบว่า ดาวยูเรนัสมีวงแหวน คนเริ่มมองหาวงแหวนรอบๆดาวเนปจูนเขาใช้กล้องโทรทัศน์มองดูดาวเนปจูนเมื่อมันเคลื่อนใกล้ดาวฤกษ์ ถ้าดาวเนปจูนมีวงแหวนมันก็จะผ่านด้านหน้าของดาวฤกษ์ วงแหวนแต่ละวงจะตัดแสงของดาวฤกษ์ชั่วขณะหนึ่ง ในปี 1981 นักคณิตศาสตร์คนหนึ่งได้เห็นการลิบหรื่ของดาวฤกษ์ ตั้งแต่นั้น คนบางคนได้เห็นการลิบหรื่แต่บางคนไม่เห็นอะไรเลย บางมีดาวเนปจูนอาจมีวงแหวนที่เป็นชิ้นส่วนที่แตกออกเป็นชิ้นๆมันอาจมีส่วนโค้งสั้นๆ แทนที่จะเห็นวงแหวนทั้งวง ส่วนโค้งจะหมุนรอบดาวเนปจูน
ดาวบริวาร
นักดาราศาสตร์ได้พบดาวบริวารสองดวงที่หมุนรอบดาวเนปจูน ดาวดวงหนึ่งมีขนาดเล็กชื่อว่า Neried ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 300 ไมล์ และหมุนรอบห่างจากดาวเนปจูน 3,475,000 ไมล์ ดาวบริวารดวงอื่นๆของดาวเนปจูนคือดาว Triton มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2,100 ไมล์เป็นดาวบริวารที่ใหญ่เป็นที่สี่ ดาว Triton อาจมีบรรยากาศ มันอาจมีมหาสมุทรมีเธนและไนโตรเจนมันหมุนรอบดาวเนปจูนโดยห่างจากดาวเนปจูนเป็นระยะทาง 220,625 ไมล์ ดาว Triton หมุนรอบดาวเนปจูนในทิศทางตรงกันข้ามจากดาวบริวารส่วนใหญ่ มันยังเคลื่อนไหวเข้าไกล้ดาวเนปจูนในเวลา 10 ล้าน ถึง 100 ล้านปี มันอาจปะทะกับดาวเนปจูนหรือมันอาจแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆและก่อตัวเป็นรูปวงแหวนขนาดกว้างล้อมรอบดาวเนปจูน
นักดาราศาสตร์ได้พบดาวบริวารสองดวงที่หมุนรอบดาวเนปจูน ดาวดวงหนึ่งมีขนาดเล็กชื่อว่า Neried ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 300 ไมล์ และหมุนรอบห่างจากดาวเนปจูน 3,475,000 ไมล์ ดาวบริวารดวงอื่นๆของดาวเนปจูนคือดาว Triton มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2,100 ไมล์เป็นดาวบริวารที่ใหญ่เป็นที่สี่ ดาว Triton อาจมีบรรยากาศ มันอาจมีมหาสมุทรมีเธนและไนโตรเจนมันหมุนรอบดาวเนปจูนโดยห่างจากดาวเนปจูนเป็นระยะทาง 220,625 ไมล์ ดาว Triton หมุนรอบดาวเนปจูนในทิศทางตรงกันข้ามจากดาวบริวารส่วนใหญ่ มันยังเคลื่อนไหวเข้าไกล้ดาวเนปจูนในเวลา 10 ล้าน ถึง 100 ล้านปี มันอาจปะทะกับดาวเนปจูนหรือมันอาจแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆและก่อตัวเป็นรูปวงแหวนขนาดกว้างล้อมรอบดาวเนปจูน
ดาวเนปจูน เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างไกลเป็นอันดับที่ 8 ของระบบสุริยะ และมีลักษณะและความเปลี่ยนแปลงน้อยมากจนดูเหมือนเป็นดาวเคราะห์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่นักดาราศาสตร์เพิ่งพบว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้อาจมีฤดูกาลด้วย
ฤดูกาลบนโลกเกิดจากการที่แกนโลกเอียง โลกเอียง 23.5 องศาทำให้มีช่วงเวลาที่ซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ได้รับแสงแดดไม่เท่ากันในแต่ละช่วงปี ด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์จะเป็นฤดูร้อน ด้านที่หันออกจากดวงอาทิตย์ก็จะเป็นฤดูหนาว ดาวเนปจูนมีแกนเอียง 29 องศา จึงทำให้มีความแตกต่างของปริมาณแสงอาทิตย์ที่ได้รับในแต่ละซีกดาวเช่นเดียวกันโลก อย่างไรก็ตาม บนดาวเคราะห์อันเย็นยะเยือกที่มีอุณหภูมิสูงต่ำกว่า -240 องศาเซลเซียสตลอดกาล และที่ระยะห่างของดาวเนปจูนที่ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์น้อยกว่าโลกถึง 900 เท่าจะทำให้เกิดฤดูกาลหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่แน่ใจนัก
จนกระทั่ง ลอว์เรนซ์ สโรมอฟสกี จากศูนย์วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอวกาศของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ได้แสดงข้อมูลดาวเนปจูนจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ซึ่งถ่ายไว้ในปี 2539 2541 2543 และ 2545 พบว่าในปี 2545 ดาวเนปจูนสว่างกว่าในปี 2539 และ 2541 อย่างชัดเจน เนื่องจากแถบเมฆบนดาวเนปจูนได้มีความกว้างมากขึ้นและสว่างมากขึ้นกว่าเดิม
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเป็นผลการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของดาวเนปจูนก็ได้
สโรมอฟสกีเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่เมฆของดาวซึ่งเป็นปฏิกิริยาต่อการเพิ่มขึ้นของแสงอาทิตย์ เมื่อชั้นบรรยากาศได้รับพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์มากขึ้น จะทำให้มีกระแสไหลวนในแนวตั้ง เกิดการควบแน่น และทำให้เมฆแผ่กว้างขึ้น
นอกจากนั้นยังพบว่า การแผ่ขยายของเมฆเกิดขึ้นบริเวณละติจูดสูงเท่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรเลย เป็นการสนับสนุนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากผลของฤดูกาล เช่นเดียวกับโลกซึ่งการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลจะเกิดขึ้นมากที่พื้นที่ใกล้ขั้วโลก แต่จะเกิดน้อยบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร ดาวเนปจูนมีคาบการโคจร 165 ปี แต่ละฤดูบนเนปจูนจึงมีระยะเวลาประมาณ 40 ปี หากการสว่างขึ้นของชั้นเมฆที่พบเป็นการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลจริง การเปลี่ยนแปลงนี้ก็ควรจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไปอีกราว 20 ปี
ดาวเนปจูน หรือชื่อไทยว่า ดาวเกตุ คือดาวเคราะห์ในระบบสุริยะลำดับที่ 8 หรือลำดับสุดท้ายที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ (ขึ้นอยู่กับการโคจรของดาวพลูโต ซึ่งบางครั้งจะเข้ามาอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่า) ตัวดาวมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่เป็นอันดับที่ 4 รองจากดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และมีมวลเป็นลำดับที่ 3 รองจากดาวพฤหัสและดาวเสาร์ คำว่า “เนปจูน” นั้นตั้งชื่อตามเทพเจ้าแห่งท้องทะเลของโรมัน (กรีก : โปเซดอน)
ดาวเนปจูนมีสีน้ำเงิน เนื่องจากองค์ประกอบหลักของบรรยากาศผิวนอกเป็น ไฮโดรเจน ฮีเลียม และมีเทน บรรยากาศของดาวเนปจูน มีกระแสลมที่รุนแรง (2500 กม/ชม.) อุณหภูมิพื้นผิวอยู่ที่ประมาณ -220℃ (-364 °F) ซึ่งหนาวเย็นมากๆ เนื่องจาก ดาวเนปจูนอยู่ไกลดวงอาทิตย์มาก แต่แกนกลางภายในของดาวเนปจูน ประกอบด้วยหินและก๊าซร้อน อุณหภูมิประมาณ 7,000℃ (12,632 °F) ซึ่งร้อนกว่าพื้นผิวของดวงอาทิตย์เสียอีก
ยานวอยเอเจอร์ 2 เป็นยานอวกาศจากโลกเพียงลำเดียวเท่านั้น ที่เคยเดินทางไปถึงดาวเนปจูนเมื่อ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ภาพของดาวเนปจูนซึ่งได้ถ่ายลักษณะของดาวมาแสดงให้เราเห็นจุดดำใหญ่ (คล้ายจุดแดงใหญ่ ของดาวพฤหัส) อยู่ค่อนมาทางซีกใต้ของดาว มีวงแหวนบางๆสีเข้มอยู่โดยรอบ (วงแหวนของดาวเนปจูน ค้นพบก่อนหน้านั้น โดย เอ็ดเวิร์ด กิแนน (Edward Guinan)
ดาวเนปจูนมีดวงจันทร์บริวาร 13 ดวง และดวงใหญ่ที่สุดมีชื่อว่า ไทรทัน
ภาพถ่ายจุดสีเข้มขนาดใหญ่อาจจะเป็นหลุมอยู่ในชั้นมีเทน
ดาวเนปจูนก็มีแหล่งความร้อนภายในเหมือนกับดาวพฤหัสบดีกับดาวเสาร์คือมันแผ่พลังงานออกมา 2 เท่าที่มันได้รับจากดวงอาทิตย์ ในช่วงที่ยานวอยเอเจอร์ 2 บินผ่านนั้นดาวเนปจูนมีจุดสีเข้มขนาดใหญ่(Great Dark Spot)ในซีกใต้ จุดนี้มีขนาดประมาณ ครึ่งหนึ่งของจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดีหรือใหญ่เท่าโลก จุดนี้จะเคลื่อนไปทางตะวันตกด้วยความเร็ว 300 เมตรต่อวินาที นอกจากนี้ยังมีจุดสีเข้มขนาดเล็กทางซีกใต้และจุดสว่างขนาดเล็กซึ่งหมุนรอบดาวเนปจูนทุก 16 ชั่วโมงที่เรียกว่าสกูตเตอร์(Scooter) มันอาจจะเกิดมาจากบรรยากาศด้านล่าง
ภาพถ่ายสองภาพนี้ใช้เวลา 519 วินาที จะเห็นวงแหวน 2 วงอย่างชัดเจนและอีกวงไม่ค่อยสว่างด้านใน อย่างไรก็ตามเมื่อกล้องฮับเบิลส่องไปที่ดาวเนปจูนเมื่อปี ค.ศ.1994 จุดใหญ่นั้นหายไป มันอาจจะหายไปเลยหรืออาจจะถูกปกคลุมโดยบรรยากาศ หลายเดือนต่อมาฮับเบิลพบจุดสีเข้มขนาดใหญ่อยู่ทางซีกเหนือของดาวแสดงว่าบรรยากาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิระหว่างด้านบนและด้านล่างของเมฆก็ได้
ตารางแสดงข้อมูลที่สำคัญของดาวเนปจูน
| ค้นพบโดย โจฮัน ก็อทฟรีด กาลล์ (Johann Gotfried Galle) | |
| ระยะทางโดยเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ | 4,498,252,900 km |
| ระยะทางใกล้ที่สุดจากดวงอาทิตย์ | 4,459,630,000 km |
| ระยะทางไกลที่สุดจากดวงอาทิตย์ | 4,536,870,000 km |
| รัศมีบริเวณเส้นศูนย์สูตร | 24,764 km |
เส้นรอบวงบริเวณเส้นศูนย์สูตร | 155,597 km |
| ปริมาตร | 62,526,000,000,000 km3 |
| มวล | 102,440,000,000,000,000,000,000,000 kg |
| ความหนาแน่นเฉลี่ย | 1.76 g/cm3 |
| ค่าความรีของวงโคจร | 0.00859 |
| อุณหภูมิยังผล | -214 °C |




